ความเป็นมาของบริษัท พรทิพย์ (ภูเก็ต) จำกัด

ความเป็นมา..กว่าจะมาเป็น

บริษัท พรทิพย์ (ภูเก็ต) จำกัด

บริษัท พรทิพย์ (ภูเก็ต) จำกัด ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอาหารทะเลแห้งแปรรูป และ สินค้าของฝากพื้นเมืองจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของจังหวัดภูเก็ต โดยนำวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นมาพัฒนา ให้เป็นที่รู้จักทั้งในและ ต่างประเทศ บริหารงานโดย นายวิรวัฒน์ เปี่ยมวิวัตติกุล (ประธานบริษัทฯ) และ คุณพรทิพย์ เปี่ยมวิวัตติกุล (กรรมการผู้จัดการบริษัทฯ)

เริ่มก่อตั้งในปี พ.ศ. 2535

ด้วยการเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ หมูแปรรูป ให้กับแบรนด์ พรทิพย์ (น่ำง่วน) เช่น หมูแผ่น หมูหยอง กุนเชียง ฯลฯ โดยเช่าอาคาร ร้านเล็ก ๆ 2 คูหาในตัวเมืองจังหวัดภูเก็ต ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีจากคนในท้องถิ่นตลอดจนนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ เป็นอย่างมาก

คุณวิรวัฒน์ และคุณพรทิพย์ เริ่มหาข้อมูล และ วิเคราะห์ธุรกิจจากประสบการณ์ที่มี พบว่าภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยว มีกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวกว่า 1.5 ล้านคนต่อปี ซึ่งหลังจากได้ดื่มด่ำกับความสวยงามทางธรรมชาติที่แสนประทับใจแล้ว ก็มักจะนิยมซื้อสินค้าของฝากพื้นเมือง เพื่อเป็นของที่ระลึกฝากให้กับครอบครัวและมิตรสหาย

จึงเกิดไอเดียในการขายของฝากพื้นเมืองภูเก็ต โดยเริ่มขอความช่วยเหลือจาก คุณแม่ของคุณพรทิพย์ ผู้มีภูมิปัญญา ฝีมือในเรื่องของการทำอาหารพื้นเมือง เช่น น้ำพริกกุ้งเสียบ แกงไตปลาแห้งสำเร็จรูป กุ้งเสียบปรุงสมุนไพร น้ำพริกกุ้งเสียบรสชาติต่างๆ ฯลฯ มาจำหน่ายในร้าน คู่กับ หมูแปรรูป ผลปรากฏว่า ได้รับผลตอบรับอย่างดีมาก ทำให้มัคคุเทศก์พานักท่องเที่ยวมาซื้อสินค้ามากยิ่งขึ้น เพราะสินค้ามีความหลากหลาย และ เป็นสินค้าจากภูมิปัญญาชาวบ้านแท้ๆ

ในปี พ.ศ. 2545

ได้ขยายธุรกิจ และเปิดดำเนินการภายใต้ชื่อ พรทิพย์ ซีสโตร์ ศูนย์รวมอาหารทะเลแปรรูป โดยย้ายโชว์รูมสินค้า มาตั้งใหม่บนเนื้อที่กว่า 3 ไร่ รวมถึงการสร้างโรงงานผลิตอาหารทะเลแห้งแปรรูปปรุงสมุนไพรเพื่อสุขภาพไว้ในพื้นที่เดียวกัน พร้อมด้วยการต้อนรับอย่างอบอุ่นและสินค้าคุณภาพที่มีความหลากหลายมากกว่า 1000 รายการ ในบรรยากาศที่เป็นกันเอง

ในปี พ.ศ. 2547

ในปลายปีนั้นเอง ได้เกิดวิกฤตการณ์ คลื่นยักษ์สึนามิ ถล่มเกาะภูเก็ต ทำให้ธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ต้องหยุดชะงักหลายบริษัทล้มละลาย และปิดตัวลง ทำให้เกิดผลกระทบจากวิกฤตการณ์ด้านเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ในตอนนั้นบริษัท มีพนักงานทั้งหมด 49 คนที่บริษัทจะต้องดูแล ซึ่งพนักงานส่วนใหญ่เป็นพนักงานที่ทำงานอยู่กับบริษัทฯ มานานตั้งแต่เริ่มดำเนินการเป็นร้านเล็กๆ จึงเรียกประชุมพนักงานเพื่อพยายามหาแนวทางแก้ไข และฝ่าวิกฤตการณ์นี้ไปด้วยกันให้ได้

จากวิกฤตการณ์ ทางภัยธรรมชาติอันร้ายแรงในครั้งนี้ ทางทีมผู้บริหารจึงได้ค้นคว้าฐานข้อมูลต่างๆของบริษัท และนำมาวิเคราะห์ พบว่าฐานลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 40% และเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ 60% ดังนั้น ในเมื่อลูกค้าเหล่านั้นไม่สามารถเดินทางเข้ามาใช้บริการที่ร้านได้ดังเดิม ทางบริษัทฯ ก็ได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ โดยการนำสินค้าที่บริษัทผลิตไปส่งให้ใกล้กับกลุ่มลูกค้าเดิมให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และแรกสำหรับนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายคือ ห้างสรรพสินค้า Siam Paragon

ในปี พ.ศ. 2548

ในปีถัดไป จึงได้ให้ฝ่ายการตลาด วางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ใหม่ จากเดิมที่สินค้าตรา พรทิพย์ เป็นเพียงสินค้าของฝากพื้นเมือง ก็ได้ชูจุดเด่นที่มีอยู่ในตัววัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นให้กลายเป็นสินค้าเพื่อสุขภาพ และทำการตลาดผ่านช่องทางห้างโมเดิร์นเทรดต่างๆ เพื่อให้สามารถกระจายสินค้าของบริษัทไปทั่วประเทศ ให้ใกล้กลุ่มลูกค้าชาวไทยให้มากที่สุด

นอกจากนี้ ทางบริษัทฯ ยังได้พัฒนาสินค้าพื้นเมืองของจังหวัดภูเก็ตหลากหลายตัว เช่น น้ำพริกกุ้งเสียบ แกงไตปลา กุ้งเสียบแฟนซี ปลาข้าวสารกรอบ ฯลฯ ให้มีมาตรฐานระดับสากล  โดยได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐ ให้นำสินค้าไปแสดงใน งานแสดงสินค้านานาชาติ Thai Fex ซึ่งจากงานนี้ ก็ทำให้มีลูกค้าชาวต่างชาติให้ความสนใจ

อีกทั้งเป็นจุดเริ่มต้นของการส่งสินค้าไปจำหน่ายยังต่างประเทศได้อีกด้วย

ซึ่งส่งผลดีให้กับบริษัทเป็นอย่างมาก ทำให้บริษัทมียอดสั่งซื้อสินค้า เข้ามาเป็นจำนวนมากและเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ จนสามารถมีงานป้อนให้กับพนักงานทำกันตลอด แม้จะอยู่ในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์กับธุรกิจโดยรวมของจังหวัดภูเก็ต ทำให้สามารถฟันฝ่าวิกฤตการณ์นั้นมาได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบัน บริษัท พรทิพย์ (ภูเก็ต) มีการจัดจำหน่ายครอบคลุมทั้งภายในช่องทางห้างสรรพสินค้า และ ศูนย์การค้าชั้นนำของประเทศไทย เช่น Siam Paragon, Gourmet Thai, Top Supermarket ทุกสาขา, Golden Place, ร้านค้าในโครงการหลวงต่างๆ และ ร้านจำหน่ายสินค้าเพื่อสุขภาพ ตลอดจน ร้านขายสินค้าของฝากตามหัวเมืองใหญ่ๆมากมาย

ในปี พ.ศ. 2549

บริษัทฯ ยังมีการพัฒนาสินค้าพื้นเมืองของจังหวัดภูเก็ต หลากหลายตัว เช่น น้ำพริกกุ้งเสียบ แกงไตปลา กุ้งเสียบแฟนซี ปลาข้าวสารกรอบ ฯลฯ โดยได้สร้างโรงงานผลิตสินค้า ที่ผ่านการตรวจรับรองระบบมาตรฐาน GMP เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้า จนสามารถส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศได้อีกด้วย อาทิเช่น Hong Kong, Singapore, Malaysia, Australia ฯลฯ

ในปี พ.ศ. 2552

ได้ขยายธุรกิจอีกครั้ง และเปลี่ยนชื่อ เป็น บริษัท พรทิพย์ (ภูเก็ต) จำกัด โดยได้เพิ่มมาตรฐานการรับรองคุณภาพสินค้า ในระดับสากลยิ่งขึ้น อาทิ HACCP จากหน่วยงานประเทศอังกฤษ ,ฮาลาล ,เชลล์ชวนชิม และรางวัลที่การันตี ถึงรสชาติของผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ระดับโลกมากมาย อาทิ G-Mark, DE-mark, Asia Star, Thai Star และอื่นๆอีกมากมาย

ในปี พ.ศ. 2553

พร้อมกันนี้ ในปี 2553 บริษัท พรทิพย์ (ภูเก็ต) จำกัด ได้รับรางวัลพระราชทานชนะเลิศ การน้อมนำเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ได้อย่างยั่งยืน จาก พระบาทพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่9

ในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี แทนพระองค์ในพิธีพระราชทานรางวัลเกียรติคุณ ในส่วนนี้เองจึงได้รับการแต่งตั้งจากสำนักคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนัก กปร.)

ให้บริษัทฯ เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียง แก่ภาครัฐและภาคเอกชนอีกด้วย

ทั้งนี้ ทางบริษัทฯ มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างไม่หยุดนิ่งเพื่อที่สรรค์สร้างอัตลักษณ์ ความเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่น ของชาวภูเก็ตให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติได้รับรู้ ด้วยการผลิตแพ็คเก็ตจิ้งล่าสุดของทางบริษัทฯ ในรูปแบบตึกอาคารชิโนโปรตุกีส ที่นำเอาสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่ของจังหวัดภูเก็ต นำมาออกแบบเป็นบรรจุภัณฑ์ โดยสถาปัตยกรรมเหล่านี้ที่ได้รับการออกแบบ ได้แก่ พิพิธภัณฑ์ไทยหัว โรงเรียนสอนภาษาจีนแห่งแรกของภูเก็ต, หอนาฬิกา วงเวียนใจกลางเมืองภูเก็ตในปัจจุบัน, ตึกแถวถนนถลาง ชุมชนค้าขายที่เจริญรุ่งเรืองในอดีต, ซอยรมณีย์ บ้านพักอาศัยและแหล่งสถานเริงรมณ์ในอดีต, โรงแรมออน ออน โรงแรมแห่งแรกในจังหวัดภูเก็ต เป็นต้น

นอกจากนี้ยังเพิ่มคุณค่าบรรจุภัณฑ์ โดยการบรรจุขนมโบราณที่หาทานได้ยาก นอกจากร้านกาแฟเล็กๆดั้งเดิมของภูเก็ต โดยขนมโบราณนี้ได้แก่ ขนมพริก ขนมไส้ไก่ ขนมเชือกควาย ขนมเต้าส้อ ขนมบีพ้าง ขนมก้องหยุ่น  ขนมซิต้าวส้อ ขนมม่อหลาว และขนมก้องถึง ทั้งนี้ทางบริษัทฯจะไม่ผลิตขนมโบราณเหล่านี้แข่งกับชาวบ้าน

เนื่องจากต้องการ กระจายรายได้ให้แก่ชุมชน และเพื่อรักษารสชาติต้นตำรับอย่างคงที่

ในปี พ.ศ. 2556

อีกหนึ่งความภาคภูมิใจสูงสุด ของทางบริษัทฯ ได้รับรางวัลพระราชทานชนะเลิศ "รางวัลหน่วยงานดีเด่นของชาติ สาขาพัฒนาธุรกิจ ปี2556"

จากพระบาทพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่9 จัดขึ้นโดย คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ

ในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี แทนพระองค์ในพิธีพระราชทานรางวัลเกียรติคุณ

ความสำเร็จในการได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดนิ่ง  โดยการนำความเป็นท้องถิ่นภูเก็ต ความเป็นเอกลักษณ์ที่มีอยู่ในชุมชน เผยแพร่ให้นักท่องเที่ยวได้รับรู้ ผ่านผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ต่างๆ  โดยยังคงความต่าง ที่ไม่เหมือนใครในโลก เพื่อให้เป็นที่ถูกใจทั้งผู้ให้ และผู้รับ

นอกจากนี้ทางบริษัทฯ จะยังคงส่งเสริมให้ความเป็นท้องถิ่นเหล่านี้ สู่สากลโลกต่อไป

จุดเริ่มต้น.. พัฒนาสู่ผู้นำด้าน Innovation Product ภายใต้แบรนด์ ORTA

ORTA (โอต๊ะ)  เกิดจากความตั้งใจของคุณวิรวัฒน์ - คุณพรทิพย์ เปี่ยมวิวัตติกุลผู้บริหารระดับสูง ที่ต้องการมุ่งสู่การทำธุรกิจด้าน ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม จากการพัฒนาผลไม้ไทย อาทิ ทุเรียน มังคุด มะม่วง มะพร้าว กล้วย เป็นต้น ในรูปแบบInnovation Product โดยการนำการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เข้ามาช่วย โดยเลือกใช้ผลไม้ไทย คัดพิเศษมาเป็นวัตถุดิบ โดยยังคงรสชาติ และความหอม ของผลไม้นั้นๆ ให้ได้ความ Real มากที่สุด พร้อมทั้งต้องการช่วยเหลือเกษตรกรไทย ลดปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด และยกระดับผลิตภัณฑ์จากผลไม้ไทย ด้วยการสร้างอัตลักษณ์สินค้าของคนไทย สู่ตลาด Asian และตลาดโลก ด้วยการบริหารจัดการโดย บริษัท พรทิพย์ พรีเมี่ยม จำกัด

เปิดตัวผลิตภัณฑ์ตัวแรก "น้ำทุเรียนพร้อมชงดื่มสำเร็จรูป" ในปี 2556 ได้รับการวิจัย จากกรมการค้าระหว่างประเทศ โดยมี สำนักงานประสานงานชุดโครงการทุนพัฒนาแผนธุรกิจนวัตกรรม (IBPG) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สวก.) เป็นที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีการผลิต ซึ่งใช้เวลาถึง 8-9 เดือน ในการวิจัยขึ้นมา

พร้อมกันนี้ เพื่อช่วยลดความยุ่งยากในการรับประทานทุเรียนสด และเป็นการแก้ปัญหาเรื่องการนำทุเรียน เข้าไปยังสถานที่สาธารณะ เช่น โรงแรม สายการบิน ร้านอาหาร ฯลฯ ได้อีกด้วย

โดยการพัฒนารูปแบบของการบริโภคทุเรียน ให้เป็นรูปแบบชนิดผงสำหรับชงน้ำดื่ม โดยใช้ทุเรียนหมอนทองคัดพิเศษเป็นวัตถุดิบ พัฒนาให้เป็นรูปแบบผงสำหรับชงดื่ม โดยยังคงความหอมและรสชาติอร่อย หวาน มันของทุเรียน ไม่มีคลอเรสเตอรอล รับประทานง่าย สามารถสร้างความหลากหลายในการบริโภค ได้แก่ ชงดื่มร้อน ดื่มเย็น ใช้เป็นน้ำราดข้าวเหนียวทุเรียน หรือทำเป็นน้ำแข็งไสได้

ในปัจจุบัน มีสินค้ารวมกว่า 30 รายการ ได้แก่สินค้าประเภท เครื่องดื่มชงดื่มสำเร็จรูป, กาแฟผสมผลไม้สำเร็จรูป, ครีมเนื้อผลไม้ และเวเฟอร์สอดไส้เนื้อผลไม้ ฯลฯ ซึ่งแต่ละประเภทผลิตภัณฑ์ จะมีรสชาติผลไม้ ให้เลือกกว่า 3-6 ชนิด

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ORTA ในการก้าวเข้าสู่ ผู้นำด้าน INNOVATION PRODUCT ของโลก ได้ที่ www.ortadurian.com

ในปี พ.ศ. 2558

ในปี 2558 ทางบริษัทฯได้รับรางวัลมาตรฐาน SMEs National Awards 2015 อีกครั้ง จากการมีประสิทธิภาพและความสามารถ ในการบริหารจัดการองค์กร อย่างมีมาตรฐาน และพัฒนาธุรกิจให้มีมาตรฐานมากขึ้น สู่ระดับสากล จัดโดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

ล่าสุด ในปี พ.ศ. 2559

จากการมุ่งมั่น พัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม อย่างต่อเนื่อง ..ส่งผลให้ "ORTA" ได้รับรางวัลชนะเลิศ ในระดับประเทศ ในปี 2016 ถึง 2 รางวัล ทำให้ "โอต๊ะ" ก้าวสู่..การผู้นำด้านผลิตภัณฑ์นวัตกรรมของไทย ได้สำเร็จ

รางวัลชนะเลิศ “สุดยอดนวัตกรรม 7 Innovation Awards 2016” ด้านเศรษฐกิจ กับผลิตภัณฑ์"น้ำทุเรียนพร้อมดื่มสำเร็จรูป"..ในงาน Thailand Synergy เพื่อ SMEs ไทย" จัดขึ้นโดย 11 องค์กรสำคัญ ของประเทศ เพื่อคัดเลิอกสินค้า และบริการของ SMEs ที่มีการพัฒนาองค์ความรู้ และคิดค้นนวัตกรรม ทำให้เกิดการต่อยอด สร้างสรรค์ ผลิตภัณฑ์ และบริการ หรือรูปแบบการดำเนินธุรกิจใหม่ๆ ที่ก่อให้เกิดคุณค่า และมูลค่าที่สูงขึ้น

รางวัลชนะเลิศ "OTOP KBO CONTEST 2016" กับผลิตภัณฑ์ "ครีมเนื้อทุเรียน" ซึ่งเป็นการประกวด การเผยแพร่ผลงาน เครือข่ายองค์ความรู้ (Knowledge - based OTOP : KBO) จัดขึ้นโดยกรมพัฒนาชุมชน เพื่อคัดเลือกสินค้า ที่มีการพัฒนา ต่อยอดผลิตภัณฑ์ OTOP ให้มีความโดดเด่น มีคุณภาพมาตรฐาน พร้อมที่จะจำหน่ายในตลาดภายใน และภายนอกประเทศได้ และผลิตภัณฑ์นั้น ยังคงรักษาไว้ซึ่งเอกลักษณ์ และอัตลักษณ์ ของชุมชนอย่างเด่นชัด


Newer Post